คำถาม

หน้า : 1 | 2

 

คำนิยาม

พลังงานหมุนเวียน แหล่งพลังงานที่ใช้แล้วไม่หมดสิ้น สามารถพัฒนานำขึ้นมาใช้ใหม่ได้ เช่น พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น

พลังงานทดแทน พลังงานหนึ่งๆ ที่นำมาใช้แทนพลังงานหลัก เช่น ชีวภาพ ชีวมวล

ชีวมวล เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรหรือกากจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมการเกษตร ที่มีสารอินทรีย์ที่เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานจากธรรมชาติและสามารถนำมาใช้ผลิตพลังงานได้

เชื้อเพลิงสำรอง พืชหรือต้นไม้ประเภทอื่นที่ปลูกเพื่อทดแทนชีวมวลหลัก ทั้งนี้ต้องมีพื้นที่สำหรับปลูก จำนวนไร่ขึ้นอยู่กับขนาดกำลังการผลิต
ตัวอย่าง ขนาดกำลังการผลิต 200 กิโลวัตต์ ความต้องการชีวมวลที่ 20000 ตัน ใช้พื้นที่ปลูกประมาณ
300-400 ไร่

โรงไฟฟ้าชุมชน โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ตั้งขึ้นในชุมชน ประกอบการโดยไม่มุ่งเน้นหากำไร แต่เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ให้ความรู้และสร้างรายได้แก่ชุมชน


เหตุที่ทำให้เกิดพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทน

Q: ปัญหาพลังงานโลกและวิกฤตพลังงานของไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร
การใช้พลังงานขั้นต้นของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พลังงานขั้นต้นได้แก่ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ น้ำ และถ่านหิน ซึ่งล้วนแล้วมีปริมาณที่จำกัดทั้งสิ้นและปริมาณเหลือน้อยในปัจจุบัน ในส่วนของประเทศไทยต้อง เราซื้อเชื้อเพลิงในปริมาณที่มากจากต่างประเทศ เนื่องจากการบริโภคมากขึ้น ในขณะที่การผลิตพลังงานใหม่ๆลดลง เกิดปัญหาราคาเชื้อเพลิงสูงขึ้น เกิดการแย่งชิงและสงครามเชื้อเพลิงอย่างเช่นในปัจจุบัน

Q: ลักษณะการประกอบการของบริษัทเป็นอย่างไร
โรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงชีวมวลซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก นำเอาเทคโนโลยีแก๊สซิฟิเคชั่น Gasification มาใช้ในกระบวนการผลิต ได้ก๊าซเชื้อเพลิงที่สะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โรงงานตั้งอยู่ที่ อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย เป็นโรงไฟฟ้าแรกของประเทศไทยที่บริหารงานครบวงจร คือ ซื้อวัตถุดิบเหลือใช้ทางการเกษตรมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตกระแสไฟฟ้า ผลิตกระแสไฟฟ้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีการจ้างงานและเกิดการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นกับโรงไฟฟ้าเพื่อร่วมกันทำประโยชน์ให้เกิดกับส่วนรวมอย่างมีประสิทธิภาพ

Q: การบริการครอบคลุมส่วนใดบ้าง
สำรวจปริมาณเชื้อเพลิงในพื้นที่เป้าหมายโดยทีมงานสำรวจ
วิเคราะห์ความคุ้มค่าทางด้านเศรษฐศาสตร์กับการลงทุน
กำหนดรูปแบบและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตกระแสไฟฟ้ารวมถึงการดำเนินการขออนุญาตการประกอบการธุรกิจโรงไฟฟ้ากับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง
ก่อสร้าง ติดตั้งเครื่องจักร และเชื่อมต่อระบบไฟฟ้ากับ กฟผ. กฟภ. กฟน.
ฝึกอบรมบุคลากรให้สามารถดูแลควบคุมการผลิตกระแสไฟฟ้าได้
ดูแลรักษาและซ่อมบำรุงอุปกรณ์ต่างๆหลังจากที่โรงงานดำเนินการแล้ว


Q: ทำไมถึงทำแต่โรงไฟฟ้าขนาดเล็ก
โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ต้องใช้เงินทุนมาก มีปัญหาถูกต่อต้านจากชาวบ้าน ความเสี่ยงเรื่องเชื้อเพลิง ไม่สามารถทำกระจายตามท้องถึงได้ทั่วถึง โรงฟ้าขนาดเล็กนี้สามารถตอบโจทก์ได้ทั้งเรื่องการลงทุน ปัญหาเรื่องเชื้อเพลิง มลพิษอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีและเชื่อเพลิงที่ใช้ และประโยชน์ที่ชุมชนได้รับอย่างแท้จริง

Q: เทคโนโลยีที่ใช้เป็นอย่างไร
การผลิตพลังงานโดยการเผาโดยวิธี Gasification อาศัยกระบวนการทางเคมีที่ทำให้องค์ประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีอยู่ในชีวมวล เปลี่ยนไปเป็นก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) และ ไฮโดรเจน จุดติดไฟง่าย  สามารถนำไปใช้ในการผลิตพลังงานได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็น การผลิตพลังงานความร้อนโดยการเผาไหม้โดยตรงในห้องเผาไหม้ Burner หรือแม้กระทั่งนำไปใช้กับเครื่องยนต์เผาไหม้ภายในการผลิตไฟฟ้า Engine Generator Set ซึ่งสภาวะที่ทำให้เกิดก๊าซดังกล่าวคือ สภาวะการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ กล่าวคือ เป็นสภาวะที่มีการจำกัดปริมาณอากาศหรือก๊าซออกซิเจน เพราะหากมีออกซิเจนเพียงพอ หรือมากเกินพอจะกลายเป็นกระบวนการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ และมีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไอน้ำ ออกมา

ชนิดของเตาผลิตก๊าซเชื้อเพลิง Gasifier แบ่งตามลักษณะการป้อนเชื้อเพลิงดิบ (ชีวมวล) แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือ แบบคอลัมน์ (Fixed bed gasifier) และแบบฟลูอิดไดซ์เบด (Fluidized bed Gasified) ซึ่งมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป  ตามลักษณะของการใช้ประโยชน์  ในกรณีที่วัตถุดิบมีขนาดใหญ่และมีความชื้นสูงเตาผลิตก๊าซเชื้อเพลิงแบบคอลัมน์มีความเหมาะสมมากกว่า  และไม่ซับซ้อนและยังสามารถนำพลังงานที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ได้หลายรูปแบบ  เตาผลิตเชื้อเพลิงแบบ Downdraft  gasifier  สามารถแก้ปัญหาการปนเปื้อนของยางเหนียว หรือ Tar ได้เป็นอย่างดี    ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวจึงมีความเหมาะสมในการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมของเครื่องยนต์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งนำมาใช้ในการอบแห้งผลผลิตทางการเกษตร


Q: ลักษณะการทำงานของเทคโนโลยี Gasification เมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยี Boiler เป็นอย่างไร
การทำงาน
Boiler เป็นการเผาไหม้โดยตรง พลังงานที่ถูกเก็บสะสมอยู่ในชีวมวล จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อนภายในหม้อน้ำ ซึ่งปริมาณค่าความร้อนที่ได้จะขึ้นอยู่กับชนิดของชีวมวล พลังงานความร้อนที่ได้นำไปต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำ ใช้ไอน้ำหมุนกังหันและเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าต่อไป
ต่างจาก ระบบGasification ซึ่งเป็นกระบวนการเคมีความร้อน Thermochemical Conversion เป็นกระบวนการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ เพื่อผลิตก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์และไฮโดรเจนนำไปใช้กับกังหันแก๊ส Gas turbine เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้

ความปลอดภัย
Boiler มีความเสี่ยงสูง นอกจากเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีประเภทนี้อาศัยแรงดันจากไอน้ำไปหมุนกังหัน ปริมาณความดันแก๊สสูงมากเสี่ยงต่อการระเบิด (เคยมีข่าวระเบิดอันเนื่องมาจากเทคโนโลยี Boiler แล้ว) นอกจากนี้ยังสูญเสียน้ำในกระบวนการเผาไหม้อีกด้วย
Gasification แทบจะไม่มีความเสี่ยงใดๆเลย (ไม่มีมลพิษ ไม่เกิดปัญหาต่อชุมชนด้านเสียง ไม่เกิดน้ำเสีย ไม่เสี่ยงต่อการระเบิด)

ด้านเงินทุนและสรุปศักยภาพการผลิต
Boiler ใช้เงินทุนสูง เหมาะกับขนาดกำลังการผลิตใหญ่ ใช้เชื้อเพลิงปริมาณมากอีกทั้งยังต้องคำนึงถึงค่าความร้อน ซึ่งหมายความว่า Boiler ไม่สามารถใช้กับเชื้อเพลิงได้ทุกชนิด
Gasification เหมาะกับขนาดกำลังการผลิตเล็กๆ ลงทุนไม่สูงมาก ไม่คำนึงถึงค่าความร้อนของเชื้อเพลิง ลดปัญหาเรื่องเชื้อเพลิงขาดแคลน


Q: ความเสี่ยงของโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยเทคโนโลยี Gasification
เชื้อเพลิงหลัก ต้องตรวจสอบปริมาณชีวมวลในพื้นที่ว่าเพลิงพอต่อขนาดกำลังการผลิตนั้นๆหรือไม่ แก้ไขโดยหาพื้นที่ปลูกเชื้อเพลิงสำรอง (กระถินยักษ์) ดังตารางข้างล่าง

ชนิดเชื้อเพลิง

ปริมาณที่ใช้ (kg/kw)

150 kws

200 kws

300 kws

450 kws

700 kws

ปริมาณที่ใช้ต่อปี (ตัน)

ปริมาณที่ใช้ต่อปีตัน) (

ปริมาณที่ใช้ต่อปีตัน) (

ปริมาณที่ใช้ต่อปีตัน) (

ปริมาณที่ใช้ต่อปีตัน) (

แกลบ

2

2,376

3,168

4,752

7,128

11,088

เหง้ามันสัมปะหลัง

1.94

2,305

3,073

4,609

6,914

10,755

ซังข้าวโพด

1.37

1,628

2,170

3,255

4,883

7,595

กะลามะพร้าว

1.47

1,746

2,328

3,493

5,239

8,150

ทางปาล์ม

1.4

1,663

2,218

3,326

4,990

7,762

ไม้กระถินยักษ์

1.28

1,521

2,028

3,041

4,562

7,096

ไม้ยูคาลิปตัส

1.45

1,723

2,297

3,445

5,168

8,039

เปลือกไม้ยูคา

1.73

2,055

2,740

4,110

6,166

9,591

ไม้ยางพารา

1.54

1,830

2,439

3,659

5,489

8,538

เปลือกมันสำปะหลัง

1.98

2,352

3,136

4,704

7,057

10,977

ขี้เลื่อย

1.72

2,043

2,724

4,087

6,130

9,536



Q: By Product จากเทคโนโลยี Gasification มีอะไรบ้าง
น้ำส้มควันไม้ มีประโยชน์ด้านการเกษตร เป็นปุ๋ยอย่างดี โดยคุณสมบัติแตกต่างกันตามสัดส่วนการผสม
ถ่าน ได้จากขี้เถ้าจากกระบวนการการเผาไหม้ สามารถนำไปอัดแท่งขาย และใช้ประโยชน์ในชุมชนได้


Q: ต้องมีพื้นที่ก่อสร้างเท่าไร
ประมาณ 3-4 ไร่

Q: ประโยชน์ของชีวมวลมีอะไรบ้าง
การนำชีวมวลมาเป็นเชื้อเพลิงมีข้อดีหลายประการคือ
  1. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาชีวมวลจะถูกหมุนเวียนกลับไปใช้โดยพืชเพื่อสังเคราะห์แสง ดังนั้นการเผาชีวมวลไม่ถือว่าก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก
  2. การไม่นำชีวมวลมาใช้ โดยปล่อยให้ย่อยสลายตามธรรมชาติ เช่นมูลสัตว์ จะเกิดก๊าซมีเทนซึ่งถือว่าเป็นก๊าซเรือนกระจกชนิดหนึ่ง และมีอันตรายกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 21 เท่า
  3. ชีวมวลจะมีกำมะถัน หรือ ซัลเฟอร์ไม่เกิน 2 % ดังนั้นการนำชีวมวลมาเผาไหม้จะไม่สร้างปัญหาเรื่องฝนกรด (น้ำมันเตามีปริมาณกำมะถันประมาณ 2%)
  4. ขี้เถ้าของชีวมวลมีสภาพเป็นด่าง ดังนั้นเหมาะที่จะนำไปเพาะปลูกหรือปรับสภาพดินที่เป็นกรด แต่ขี้เถ้าจากการเผาถ่านหินจะมีสารโลหะหนักปะปนอยู่ ดังนั้นต้องนำไปฝังกลบอย่างถูกวิธี
  5. ช่วยลดภาระในการกำจัด เช่น นำไปฝังกลบ หรือ เผาทิ้ง
  6. ก่อให้เกิดการสร้างงานในท้องถิ่น ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มีการประเมินว่าการนำชีวมวลในท้องถิ่นมาใช้ ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นและรายได้ประชาชาติสูงขึ้น
  7. ประหยัดเงินตราต่างประเทศเพราะไม่ต้องนำเข้าเชื้อเพลิงจากจ่างประเทศ เช่น น้ำมันเตาและถ่านหิน เป็นต้น


Q: โครงสร้างทางเคมี องค์ประกอบของเชื้อเพลิงชีวมวลเป็นอย่างไร
ประกอบด้วย
1. ความชื้นหรือน้ำ
2. ส่วนที่เป็นสารระเหย
3. ค่าความร้อน
4. ขี้เถ้าหรือส่วนที่เผาไหม้ไม่ได้ ชีวมวลส่วนใหญ่มีมีขี้เถ้าน้อย ยกเว้นแกลบและฟางข้าวมีในปริมาณสูงถึง 10-16% ของน้ำหนัก


Q: ความสัมพันธ์ระหว่างค่าความร้อน น้ำหนักและความชื้นเป็นอย่างไร
ความชื้นในชีวมวลเปรียบเสมือนน้ำที่อยู่ในฟองน้ำ เมื่อบีบน้ำในฟองน้ำออกทำให้น้ำหนักลดลง ดังนั้นชีวมวลที่มีส่วนผสมของน้ำน้อย หรือมีความชื้นต่ำย่อมมีส่วนที่เป็นของแข็งมากกว่า ค่าความร้อนย่อมมากกว่าชีวมวลที่มีความชื้นสูง

Q: ศักยภาพพืชชีวมวลของไทย
ชีวมวลที่เกิดขึ้นในแต่ละปีมีปริมาณค่อนข้างมาก มีหลายชนิดกระจายอยู่ทั่วประเทศ
พืชที่มีการปลูกมากเป็นหลักและพืชที่มีแนวโน้มปลูกเพิ่มขึ้นตามนโยบายของรัฐมี 7 ชนิดที่สำคัญ
ได้แก่ ข้าวเปลือก อ้อย สวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และไม้ยูคาลิปตัส
 

สงวนลิขสิทธิ์ © 2008 Thai-GreenEnergy.com
บริษัท ซูพรีม รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด
141 ซอยสิรินธร 7 ถนนสิรินธร แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700
Telephone: +662 4352297, +662 8866070 ::: FAX: +662 4352296